แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หายใจลึกๆเมื่อนึกได้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หายใจลึกๆเมื่อนึกได้ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เซ็งเป็ด Varanasi

เซ็งเป็ด Varanasi
เมื่อวานlegสุดท้ายจากvaranasi 8821 มีปัญหาเรื่อง INAD PASSENGERที่ถูกส่งกลับจากกรุงเทพเพื่อจะให้มาลงที่ VNS เนื่องจากตัว INAD ไม่รู้ว่าตั้งใจทำหรือป่าว พอเครื่องลงจอดที่GAYA ดันขอลงไปข้างล่าง เพอร์เซอร์ก็ไม่รู้ยังงัย ปล่อยให้ลงไป มันก็ลงไปแล้วก็ขึ้นมาใหม่เพราะ Ground staff บอกให้กลับขึ้นมา ไอ้ขั้นตอนตรงเนี้ย ผมไม่รู้เรื่องเลย พอขึ้นเครื่องกลับมาบินต่อไปลงVNS ก็ลงไปผ่าน VNS immigration ทาง ground staff ที่ VNSซึ่งเป็นคนไทย มาแจ้งผมประมาณ30นาทีก่อนSTDว่า ต้องเอาไอ้เนี่ยกลับด้วยนะกัปตันเพราะ VNS immigration ไม่ให้เข้าประเทศตัวเอง เพราะเจ้าตัวบอกว่าให้Passportกับเจ้าหน้าที่ที่GAYAไปแล้วไม่ได้คืนมา ไม่รู้มันโกหกหรือป่าว เพราะโทรไปถามเจ้าหน้าที่ที่GAYAเค้าก้อบอกว่าคืนมาให้แล้ว ผมให้VNS groundstaff ไปต่อรองกับ Immigration ว่า คนของเค้าเองคนอินเดีย ทำPassportปลอมออกจากVNS ไปถูกจับเอกสารปลอมที่เมืองไทยก่อนขึ้นเครื่องไป Paris(TG930)ในวันเดียวกัน แล้วถูกส่งกลับ VNS ซึ่งเป็นต้นทาง ทำไมไม่ยอมรับคนของตัวเอง งงมากๆ มันก็พยายามpush ให้ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพไปอีก จะบ้าหรือป่าวเนี่ย สรุปสุดท้าย ทางimm ก็เดินมาที่เครื่อง เดินกร่างมาเลย แล้วก็บอกว่าให้เอากลับไป ผมบอกGroundstaff ไปคุยกับเค้าก่อน ผมยอมดีเลย์ เพราะมันงี่เง่ามาก สรุปสุดท้าย Groundstaffมาบอกผมว่า ยังไงเค้าก็ไม่ยอม และถ้าไม่เอาINADกลับไปด้วย เค้าจะไม่ให้เอาเครื่องขึ้น เอากับมันดิ สุดท้ายดีเลย์ไปเกือบชั่วโมง แล้วต้องเอาinadกลับมาที่เมืองไทยอีก ตอนจะขอ Startup ทางหอบอกว่า ต้องขอ Revised departure time จากDELHIก่อน ยุ่งอีกแระ ติดต่อทาง groundstaff บอกว่าขอเลื่อนเวลาออกไปแล้ว45นาที แต่ตอนที่พร้อมจะบินกลับมันดีเลย์ไปชั่วโมงกว่าแล้ว ต้องบอกให้ไปคุยกับทางATCอีก สุดท้ายได้วิ่งขึ้น ฝนตกพอดีเลย สรุปแล้วดีเลย์ไป1ชั่วโมง 16นาที กลับถึงกรุงเทพ สี่ทุ่มครึ่ง สุดยอดแล้ว แขกตี้ขี้แตก Lesson learned ของผมก็คือ

1.ถ้ามีINAD กลับไปที่VNS ระวังไว้เลย ให้เพอร์เซอร์ประกบให้ดีๆ อย่าให้มันลงไปที่ Gaya เดี๋ยวมันจะแกล้งทำPassport หายอีก( Passport ปลอมอีกต่างหาก!)
2.ให้ Air purser เก็บเอกสารของ INAD เอาไว้เอง ตั้งแต่กรุงเทพ ไม่งั้นมัน Tricky แน่ๆ
3.ทำงานกับแขกแบบนี้ ต้องทำใจ เพราะ Groundstaff ของเราต้องใช้ล่ามซึ่งเป็นคนอินเดีย(Indian airlines groundstaff)แปลภาษาอังกฤษเป็นอินเดีย ให้Immigration ฟังอีกที ถ้าเกิดปัญหานอกโผเมื่อไหร่ ยุ่งทันที
4.เจ้าหน้าที่ Immigration เป็นคนใหม่ๆ ไม่กล้าตัดสินใจอะไรนอกโผ พลอยทำให้ทำงานลำบากกันหมด แถมยังต้องเดินไปเดินมาระหว่างเครื่องกับ New terminal เพื่อไปต่อรองกับเจ้าหน้าที่ เดินเป็นกิโลๆเลยเมื่อวาน เพราะจอดค่อนข้างไกล (bay 10)
5.ท่องพุทโธ พุทโธเอาไว้ตลอด ทำใจให้เย็นๆ ไม่งั้นเดือดแน่พี่น้อง

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มามะ มาจอยกันจอยกัน FACEBOOK FOR 734PILOT

นักบินทุกท่าน เชิญเข้าร่วมประสบการณ์การบินและเส้นทางชีวิตของพวกเราๆท่านๆผ่านช่องทางยอดฮิต เข้าไปที่
www.facebook.com/734pilot
พร้อมกับสมัครเป็นสมาชิกได้ทันที
อย่าลืม
www.facebook.com/734pilot

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

3Gคืออะไร

3G คืออะไร
เวลาพูดถึง 3G แล้วหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ (หรือยังเข้าใจกับไม่ค่อยถูกต้องเสียเท่าไหร่) เกี่ยวกับข้อมูลที่ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ขอใช้ทับศัพท์ว่า Operator) นะครับ ส่วนเครื่องมือถือ (ขอใช้ทับศัพท์ว่า handset)

3G (3rd Generation) จริง ๆ แล้วคือคำที่กล่าวอย่างกว้าง ๆ ว่ามันคือความก้าวหน้าทางด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่สาม ขอกล่าวคร่าว ๆ ถึงลักษณะในแต่ละยุคหน่อยละกันนะครับ เพื่อจะได้เห็นความแตกต่าง

1G : ยุคที่หนึ่ง คือในสมัยนั้นโทรศัพทเคลื่อนที่ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าการที่จำทำให้มันโทรออกรับสายได้ เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ยังคือว่าเป็นระบบ Analog อยู่ ถ้าใครยังจำได้ว่าสมัยนั้น เมืองไทยเราระบบนี้ให้บริการในชื่อว่า WolrdPhone 800, Cellcular 900 นั่นแหละครับ (800, 900 บ่งบอกถึงความถี่ที่ออกอากาศให้บริการ) เครื่องโทรศัพท์จะใหญ่ ๆ คล้าย ๆ กระดูกหมานั่นเลย ปัญหาที่ชัดเจนอันหนึ่งของโทรศัพท์ในยุคนี้คือ ระบบการสื่อสารระหว่าง Handset กับ ชุมสายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยังไม่มีความปลอดภัยในการสื่อสารกัน คือยังสามารถดักจูนการสื่อสาร นำไปสู่การลักลอบการใช้งานได้ ในสมัยนั้นใครที่ใช้โทรศัพท์ ไปมาบุญครองโดนแอบจูนโทรศัพท์กันเยอะ เนื่องจากยังใช้ เทคโนโลยีที่เรียกว่า FDMA กันอยู่ (เหมือนวิทยุทั่วไป คือถ้าปรับความถี่ตรงกัน ก็สามารถดักฟังได้ และถ้าเข้าใจลักษณะสัญญาณที่คุยกัน ก็แอบเอาไปใช้ได้) สรุปคือ โทรศัพท์ในยุคนี้สร้างขึ้นมา เพื่อหวังผลว่ามันโทรเข้าออกได้จริง ๆ และมันเคลื่อนที่ได้ด้วย ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ (no SMS, no MMS)
สรุปในยุคที่หนึ่ง คือ
-โทรเข้าออก ในขณะที่เคลื่อนที่ได้
-เป็นระบบ Analogue

ต่อมา
2G ในยุคนี้ คือยุคที่เป็นปัจจุบันที่เมืองไทยใช้อยู่ และแพร่หลายที่สุดทั่วโลกในชื่อระบบว่า GSM เมืองไทยใช้อยู่ด้วย เป็นระบบ digital ผู้ให้บริการหลักคือ AIS(900 MHz) , DTAC(1800MHz), TrueMove(1800MHz) โดยถ้าพูดถึง GSM แล้ว ดั่งเดิมแรกเริ่มเลย GSM คือระบบโทรศัพทเคลื่อนที่ที่ทำงานบนความถี่ 900 MHz เท่านั้น แต่มีอีกระบบหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้ทำงานได้ที่ความถี่ 1800 MHz เรียกกว่า PCS ซึ่ง PCS ถูกออกแบบมาให้มีความเข้ากันได้ (compatible) กับ GSM และในภายหลังมี 1900 MHz อีก ในที่สุดทั้งสามความถี่ ก็ได้รวมกันเป็นชื่อเดียว เรียกว่า GSM ดังนั้นสำหรับเมืองไทย GSM ในปัจจุบันสามารถทำงานได้ที่ความถี่ 900 (AIS), 1800 (DTAC, TrueMove), 1900 (โดยเคยให้บริการโดย Thai Mobile) ระบบ GSM นี้เป็นระบบ digital มีการเข้ารหัส จุดสังเกตง่ายในมุมของผู้บริโภคคือ เป็นโทรศัพท์ที่ใช้ SIM card นั่นเอง ทำให้การ คัดลอกข้อมูลและการดักจูนข้อมูลทำได้ยากถึงยากมาก ดังนั้นถ้ามีใครบอกว่า GSM copy ได้นะ อย่าไปเชื่อ จะทำได้ในศักยภาพระบบผู้สร้างระบบสื่อสารเท่านั้นเพราะอุปกรณ์แพงมากกก ขอให้คิดถึงความเป็นจริงในชีวิตประจำวันว่าถ้าทำกันได้ง่าย ๆ คงทำกันไปแล้ว (โดยเฉพาะโดยเมืองจีน - -a ) ในระบบ GSM นี้มีการคิดค้นและสร้างบริการเสริมพิเศษให้สามารถทำงานบนระบบ GSM ได้ด้วย นั่นคือพวก SMS, MMS และ GPRS (การสื่อสารข้อมูลผ่านผ่านมือถือหน่ะ) พวกบางทีก็เรียกว่า VAS (value added service)

สำหรับ SMS ผมว่าเพื่อน ๆ คงไม่มีข้อส่งสัยว่ามันคืออะไร คงใช้งานกัน บ่อย ๆ ส่วน MMS ก็อย่างที่รุ้คือการส่ง Message แบบภาพและเสียงซึ่งในตรงนี้เริ่มสำคัญแล้วนะครับ สำคัญอย่างไร? เพราะว่าการส่ง MMS คือการส่งข้อมูลภาพและเสียงไปยังปลายทางซึ่งจะต้องอาศัยช่องทางในการสื่อสารข้อมูลผ่านโทรศัพท์ ซึ่งก็คือ GPRS นั่นเอง ลองสังเกตุดูว่ามีการรับส่ง MMS จะมีสัญลักษณ์การใช้งาน GPRS ปรากฎขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์

ขอขยายความ และความเข้าใจเกี่ยวกับ GPRS สักหน่อยนะครับ ว่า GPRS คือความสามารถของระบบและ handset ในการสร้าง connection เชื่อมต่อระหว่างกันให้เป็นช่องทางการสื่อสาร อุปมาเปรียบได้เหมือนสร้างถนนที่จะใช้ในการส่งข้อมูลขึ้นระหว่างเครื่อง handset กับระบบ ส่วน ข้อมูลที่จะใช้ส่งบนถนนนี้คือ MMS (ข้อมูลภาพและเสียง) นั่นเอง

ทีนี้ถ้าเอามาประยุกต์โดยตั้งคำถามว่า ในเมื่อมี GPRS เป็นถนนให้ข้อมูล electronic วิ่งจากต้นทาง A ไปหาปลายทาง B ได้ ถ้าเช่นนั้นก็น่าจะเปลี่ยนจา่ก MMS ไปเป็น ต้นทาง A คือผู้ใช้โทรศัพท์ และปลายทาง B คือ Internet ได้มั้ย ? คำตอบคือได้ครับ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการทำให้โลก Internet มาอยู่ในมือถือได้

แต่เนื่องด้วย GPRS ความสามารถในทางเทคนิคของความเร็วในการส่งข้อมูลต่ำ จึงมีการเอา GSM มาพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมให้สามารถส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นอีก ซึ่งพอทำเสร็จแล้วก็ตั้งชื่อว่า EDGE นั่นเองครับ เป็นบริการที่ operator เมืองไทยสามารถให้บริการ(และเก็บเงิน) ได้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย โดยบางที บางคนบอกว่า EDGE คือ 2.5G ก็สุดแล้วแต่ใครจะเรียกครับตราบเท่าที่เราเข้าใจ แต่ที่แน่ ๆ คือ EDGE ทำงานอยุ่บน GSM ครับ
สรุปในยุค 2G คือ
-เป็นระบบดิจิตอล ให้ผมทางด้านความปลอดภัย และคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น
-โทรเข้าออกได้อยู่แล้วเป็นบริการพื้นฐาน
-เพิ่มเติมความสามารถส่ง SMS เข้ามาจาก 1G
-เพิ่มเติมเรื่องการส่ง data ขึ้นมา (GPRS, EDGE)

จุดเริ่มของ 3G
ต่อมา ปัญหาคือ (เห้อ.. มีแต่ปัญหา) EDGE ที่ว่าเป็นการเอา GSM มาปรับปรุงพัฒนาเนี่ยมันก็ถึงขีดสุดของมันครับ แต่ด้วยความที่ความต้องทางด้านการสื่อสารทางข้อมูลผ่านมือถือมีมากขึ้นทุกวัน ลักษณะของ content ก็เปลี่ยนไป บางคนเอาไว้เล่นเน็ตที่ต้องการความเร็วที่สูงขึ้น จึงทำให้มีการพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาครับ โดยหนึ่งในระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้เรียกว่า และมีชื่ออย่างเป็นทางการในทางเทคนิคว่า UMTS

3G (โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3)
3G เป็นคำนิยามกว้าง ๆ ครับ ซึ่งบ่งบอกถึงคุณลักษณะของโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบยุค 3G เอาไว้ ในความเป็นจริง แล้วมันคือ UMTS ครับ (UMTS เป็นระบบหนึ่งใน 3G ที่มีการใช้งานแพร่หลายมากที่สุด ไม่รวม CDMA ซึ่งเป็น 3G ใน โซน อเมริกาและระบบอื่น ๆในญี่ปุ่น)

UMTS คืออะไร? UMTS เป็นชื่อระบบครับ เหมือน GSM ที่เป็นชื่อระบบ แต่ UMTS ซึ่งถือว่าเป็น 3G ใช้การเข้ารหัสแบบที่เรียกว่า WCDMA (Wide Band CDMA) ส่วน GSM ถือว่าเป็น 2G อย่างที่ได้ชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้แล้วครับว่า GRPS, EDGE สามารถส่งข้อมูลสื่อไปยัง internet ได้ครับ แต่ยังไม่เร็วเท่าไหร่เมื่อเทียบกับความเร็วที่ทำให้รู้สึกดีไม่ว่าจะเป็นการ เปิด webpage หรือ ดูหนังฟังเพลงต่าง ๆ ที่ช้าและยังกระตุกอยู่

จุดมุ่งหมายในยุคนี้คือการทำให้มือถือและระบบสามารถสื่อสารข้อมูลได้เร็วยิ่งขึ้น โดยยังคงความสามารถในยุค 2G ไว้อยู่นั่นคือ ยังเป็น digital โทรเข้าโทรออกได้ตามปกติ ยังส่ง SMS,MMS ได้อยู่ และทำงานร่วมกับ GSM ของเดิมได้ แต่ส่วนการสื่อสารข้อมูลผ่านมือถือนี้ถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายหลักของ 3G คือ ส่ง data ได้เร็วขึ้น มีหลายความเร็วครับ ขึ้นอยู่กับว่า operator จะลงทุนให้ได้ความเร็วเท่าไหร่ ตอนนี้หลาย ๆ ประเทศเริ่มลงทุนพัฒนาระบบให้รองรับเครื่อง handset ที่ 21Mbps กันแล้วครับ แม้ว่าเครื่อง ณ ตอนนี้ handset จะยังไม่ค่อยแพร่หลายนักเท่าไหร่สำหรับ speed ระดับนี้ 8 Mbps นี่ธรรมดาสำหรับต่างประเทศมาก

การให้บริการการสื่อสารข้อมูลผ่าน UMTS นั้นเรียกว่า HSPA ครับ เหมือนกับที่เราเรียกการให้บริการในลักษณะนี้ว่าเป็น GPRS ใน ระบบ GSM ซึ่ง HSPA สามารถ upgrade ให้ support ความเร็วได้หลายระดับครับ 3.6Mbps , 7.2Mbps 21Mbps และสูงกว่านี้ ตามแต่ความต้องการด้านการลงทุนของ operator เช่น HSPA+ เป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีตัวหนึ่งบน UMTS ที่ทำให้ผุ้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลได้ที่ 168Mbps

แรกเริ่มเลยเนี่ย UMTS ถูกพัฒนาและถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานที่ความพี่ 2100 MHz อย่างเดียวนะครับ ต่อมามีการพัฒนาเพิ่มเติมให้ทำงานได้ที่ 850,900,1700,1900 และ 2100 MHz ตามแต่ว่าประเทศไหนจะมีช่วงความถี่ไหนว่างที่จะเอามาใช้เป็น UMTS ได้ ดังนั้น สำหรับเรา ผุ้ใช้ในเมืองไทย หากจะมี 3G ใช้ คงต้องดูว่า operator ให้บริการ UMTS ที่ความถี่อะไร เช่น ตอนนี้ AIS ให้บริการ UMTS ที่ 900 MHz, ส่วน DTAC กะ TrueMove ให้บริการที่ 850 MHz และ TOT 3G ให้บริการที่ 2100 MHz จากนั้นเราก็ไปซื้อเครื่อง handset รุ่นที่รองรับการใช้งาน UMTS ที่ความถี่ที่ operator นั้น ๆ ให้บริการมาใช้งานครับ


ข้อมูลเสริมเกี่ยวกับ 3G ในเมืองไทย

ข่าวเกี่ยวกับ 3G ในเมืองไทย สำหรับผมมีความรู้สึกว่ายังสร้างความสับสนแก่ผู้บริโภคที่ไม่ค่อยได้ตามข่าวอยู่ครับ คือถ้าอ่านตามสื่ออาจจบยังเห็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับการอนุญาตจากภาครัฐอยู่ว่ายังไม่ได้ขายใบอนุญาตให้บริการแก่ operator แต่ในด้าน operator ก็ออกมาประชาสัมพันธ์โครม ๆ ว่าตัวเองให้บริการ 3G แล้ว

ความจริงคืออย่างนี้ครับ สำหรับ License 3G ที่สื่อและ operator รอคอยกันอยู่นั้นคือ License 3G ที่ออกอากาศและทำงานที่ความที่ 2100 MHz ครับ แต่บริการ 3G ที่ operator ให้บริการอยู่ ณ วันนี้ คือการ upgrade อุปกรณ์ให้ support และทำงาน UMTS ความถี่ 850, 900MHz เจ้าของสัมปทานหลักคือ CAT สำหรับ 850MHz โดยมี DTAC, TrueMove เป็นผู้รับอุนญาตดำเนินการมาอีกต่อนึง และเป็นในลักษณะเดียวกันกับความถี่ 900MHz ที่มี TOT เป็นเจ้าของสัมปทานหลักและมี AIS เป็นผู้รับอุนญาตดำเนินการ แต่ทั้งนี้ การได้รับอุนญาตให้ดำเนินงานในความถี่ 850MHz และ 900 MHz นั้นเชิงกฎหมายนั้นยังอยู่บน License 2G โดยภาครัฐอนุญาตให้มีการออกอากาศ UMTS ที่ความถี่ดังกล่าวได้ในลักษณะที่เป็นการทดลองใช้งานครับ ประมาณว่าเป็นการทดสอบระบบไปพลางไปในระหว่างรอ license UMTS 2100 MHz ครับ บางทีก็เรียกว่า 3GSM ครับ ส่วน 3G (UMTS) ที่แท้จริงที่เป็น 3G License ตั้งแต่คลอดออกมาตั้งแต่ License นั้นก็จะมี TOT 3G ณ ขณะนี้ โดยออกอากาศให้บริการที่ 2100 MHz โดยมี TOT เป็นผู้จัดสร้างโครงข่ายทางด้านเทคนิค แต่อาจจะให้ เอกชนรายอื่นรับโควต้าหมายเลขผุ้ใช้งาน (เบอร์โทร) เอาไปทำการตลาดจำหน่ายแทน และทำ customer care เอาเอง ที่เรียกว่า MVNO (Mobile Virtual Network Operator) นั่นแหละครับ

HSPA เนี่ยถูกกำหนดรายละเีอียดปลีกย่อยลงไปอีกในเรื่องของความเร็วด้าน uplink, downlink (ลักษณะคล้ายกับ ADSL) คือ จะมีคำว่า HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) และ HSUPA (High Speed Uplink Packet Access) เนื่องจากในลักษณะการใช้งานจริง user มักจะทำการ download ข้อมูลมาหาตัวเอง มากกว่าที่จะ upload ข้อมูลไปยังปลายทาง ดังนั้นคำว่า HSPA จึงเป็นคำรวม ๆ ที่บอกถึงว่า มี HSDPA, HSUPA เป็นส่วนประกอบ เวลาเลือกซื้อโทรศัพท์ ก็ดูว่า โทรศัพท์รุ่นนั้น ๆ รองรับความเร็วด้าน Uplink / downlink เท่าไหร่

พวกระบบ EDGE , HSPA เนี่ย operator เค้าทำให้มันสามารถเชื่อต่อไปหาเครือข่ายต่าง ๆ ได้ รวมไปถีง Internet ดังนั้น เมื่อสมัครใช้บริการ HSPA แล้วมีความเร็ว 3.6 ก็สามารถว่า กับเชื่อมต่อไปยัง internet ได้
นอกจากนี้แล้วเราก็จะสามารถใช้บริการ IP ใด ๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น (ยังไม่พูดถึงเรื่องค่าบริการนะว่าจะแพงแค่ไหน จะคุ้มหรือเปล่า)

Email , internet , chat , conference, IPTV , VoIP พวกนี้เป็น บริการที่ทำงานอยู่บน IP เมื่อเรามี IP connection มาถึงในมือ เราก็จะใช้งานบริการเหล่านี้ได้

เหนื่อยครับ พิมพ์ยาว ขอหยุดไว้แค่นี้ก่อน หวังว่าจะได้รับประโยชน์และทราบที่มาที่ไป เอาไว้ใช้พิจารณาซื้อเครื่องโทรศัพท์ เลือก operator เอาไว้ตามข่าวสารได้บ้างนะครับ

หมายเหตุ ข้อมูลจาก e72club.com ขอบคุณมากครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

GROOVED RUNWAY VS. DRY RUNWAY

grooved runway ไม่เท่ากับ dry runway คิดว่าประสิทธิภาพในการbrake จะเหลือแค่80%ของ dry runwayในกรณีที่ฝนตกครับ ได้ข้อมูลมาจากการไปเรียน technical and performance brushup ซึ่งข้อมูลมันจะไม่เหมือนกับใน FOM ลองพิจารณาดูแล้วกัน

BUCO ที่สมุย

อาหารอร่อย บรรยากาศดี ริมทะเล มีที่นั่งชายหาด มีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับดริงค์ พาแฟนไปต้องชอบแน่ๆ มีส่วนลดให้ท่านละ150บาทจากvoucherด้วยนะ ถ้าไปทานร่วมกัน ก็ใช้ส่วนลดด้วยกันได้ ผมไปทานมาสามคน อาหารเพียบ จ่ายไปแค่ 650บาทเท่านั้นนนนน ถ้าไปทาน ลองสั่งยำbuco มาทานนะครับ อร่อยดี แถมพนักงานเสริฟ ดูแลดีมากครับผม ที่เชียร์นี่ไม่ได้มีอะไรนะ แค่ชอบเท่านั้น ไม่ได้เป็นหุ้นอะไรกับเค้านะครับ

trim down ไม่ได้ ทำไงดี

ใครเคยเจอปัญหาtrim down ไม่ได้ขณะที่อยู่on ground บ้างครับ ผมเจอมาแล้ว แต่กลายเป็นว่าไม่ใช่มันเสีย แต่บังเอิญลมแรง ตีstabilizer ขึ้นมา up แล้วค้างไว้ตำแหน่งนั้นเหมือนกับว่านักบินไปดึงเอาไว้ พอเราจะtrim down มันก็นึกว่าเป็น opposed trim ครับ เลยใช้trim down ไม่ได้ ถ้าใครไปเจอเคสนี้ ก็แค่ดัน control column ไปข้างหน้า หรือ on hydraulics แล้วลองtrim down ใหม่ คราวนี้ใช้ได้แน่นอนครับผม

ไอ้หยา TDK

ไปบินเครื่องTDKมา เจอปัญหาอยู่ดีๆเครื่องที่อยู่ในglideslope captured แล้ว ขณะที่บินลงBKKใช้AUTOPILOT A แล้วเครื่องบินกลับไต่ขึ้น ทั้งๆที่อยู่ในautopilot และglideslope ก็ถูกต้อง เครื่องดันไต่ขึ้นไปหนีglideslope ซะงั้น ต้องปลดบินmanual แล้วบินกลับเข้ามาหาglideslope แล้วจึงใส่ autopilot ใหม่ ถึงกลับมาปกติ on ground แล้วแจ้งช่างให้มาดู เจอปัญหาว่า autostabtrim ไม่ทำงานในขณะที่มันควรจะtrim down แต่มันทำไม่ได้ เลยทำให้เครื่องไต่ขึ้นครับ เลยรีเซ็ทCBกับclean plug ก็กลับมาปกติครับผม ช่วงนี้ใครบินTDKก็ดูหน่อยนะ

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

delayเพราะ immigration ที่สมุย

ระหว่างรอผู้โดยสารมาขึ้นเครื่องที่สมุย ทางground staff มาแจ้งว่าเริ่มboarding แล้วแต่ติดปัญหาที่ตม. immigration officer มีอยู่สองท่าน แต่ผู้โดยสารต่างชาติที่เข้าคิวรอมีจำนวนมาก ทำให้ต้องdelayไปเกือบสิบนาที เจ้าหน้าที่ที่สมุยแจ้งว่า เป็นอย่างนี้บ่อย โดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ครับ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตม.มีสองท่าน มีคนใหม่อย่างน้อยหนึ่งท่าน ซึ่งยังไม่ชำนาญงาน ทำให้เกิดความล่าช้าบ่อยๆ ทางgroundstaff ต้องแก้ไขโดยการรีบต้อนให้ผู้โดยสารของเราไปเข้าคิวเร็วๆ ก็พอช่วยได้บ้างครับ

WEATHER RADAR เสียทั้งสองsystem INFLIGHT





วันที่21ที่ผ่านมา ผมบินไฟลท์tg288กลับจากสมุย ใช้เครื่อง TDK พอairborneขึ้นมาสักพักหนึ่ง เกิด WEATHER RADAR FAILครับ ตัวradar ไม่show scan pattern เลย ลองอีกsystemนึงก็เสียเหมือนกัน เลยลองรีเซ็ทcbก็ไม่หาย ต้องมองข้างนอกคอยดูสภาพอากาศตลอด โชคดีครับที่ยังพอมองเห็น และอากาศก็ไม่เลวร้ายนัก ถึงแม้จะมีเมฆมากก็ตาม เปิดflightdeck log ดูprevious snags พบว่าเป็นมาหลายรอบแล้ว ช่างลองเปลี่ยน weather radar box ไปแล้วทีนึง แต่ก็ยังเป็นอยู่ ผมลองselect ไปที่test มันขึ้นมาว่า WXR SYS ANT ผมแจ้งช่างผ่านทางoperations และลองถามดูว่ามีเครื่องเปลี่ยนได้ไหม เพราะต้องไปเวียงจันทน์ต่ออีกรอบ operations แจ้งว่า ต้องรอเครื่องจาก 258ที่จะลงตอนสองทุ่มครึ่ง แต่จะแจ้งให้ช่างทราบและลองแก้ไขก่อน พอdescent ลงมาได้สักพักหนึ่ง มันกลับมาทำงานได้ปกติ แสดงว่ามันเป็นๆหายๆ นักบินเลยไม่ได้ลงlog(แย่จัง ไม่ช่วยกันเลย) พอlandingแล้ว ช่างขึ้นมาแจ้งว่า จะเปลี่ยนตัว drive unit ของweather radar ให้ เพราะคาดว่าน่าจะเป็นที่ตัวนี้ เนื่องจากไม่มี scan pattern ก็เลยต้องรอให้เปลี่ยนจนเสร็จ delay departure ไปเกือบครึ่งชั่วโมงครับ ปรากฏว่าแก้ไขถูกจุดครับ ต้องขอบคุณพี่ช่างlicense และทีมงาน ที่กุลีกุจอรีบแก้ไขให้ มากันเพียบเลยครับ ช่วยกันทำ แป๊บเดียวเสร็จ นี่หล่ะครับ ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ ไปด้วยกัน ไปได้ไกล ไชโย TG!!!!!!

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณเป็น ครู แบบนี้หรือไม่


ผมลอกข้อความดังต่อไปนี้มาจากหนังสือชื่อ องค์กรแห่งการเรียนรู้ และการบริหารความรู้ ของดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ครับ น่าสนใจมากๆ ลองอ่านดูนะครับ
"ครูส่วนใหญ่ (อาจจะรวมทั้งผมด้วยก็ได้)มักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.ครู คือ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา มัวแต่สอนคนอื่น ลืมสอนตนเอง อาจจะด้วย หลงตนเอง น้ำเต็มถ้วย ขี้เกียจเรียน ขี้เกียจขวนขวาย เบื่อหน่ายการเรียน ไม่มีเวลา งานประจำ งานราชการเยอะมาก เลี้ยงครอบครัว ไม่มีผู้สนับสนุน ไม่มีนายทุน เจ้านายไม่ส่งเสริม อบรมกันเองในวิทยากรที่คิดแบบครูๆ เราจะไม่ค่อยเห็นครูออกมาอบรมปนกับองค์กรอื่นๆ ครูมี systemic thinking ว่า ไม่มีใครเข้าใจการศึกษาดีเท่ากลุ่มของพวกเขาเอง หรือ การศึกษาเป็นเรื่องละเอียด ผลิตเด็กไม่ใช่ผลิตสินค้า จึงวนเวียนสอนกันในวงการของตนเอง


2.คนอื่นได้ดี แต่ตนเองย่ำแย่ สิ่งที่สอนคนอื่นตนเองทำไม่ได้ คนอื่นฟังแล้วเอาไปทำจนเก่งกว่าตนเอง สอนลูกคนอื่นได้ดี แต่สอนลูกตนเองไม่ได้ เอาเวลาไปให้โรงเรียนให้งาน จนสอนลูกตนเองไม่ได้ หรือไม่ก็โมโหลูกตนเองจนสอนไม่ได้ หรือเหนื่อยหมดแรงกลับมาบ้านอยากจะพักไม่อยากสอนใครอีกแล้ว สอนมาทั้งวันแล้วไม่ไหวแล้ว สังเกตพวกฝ่ายฝึกอบรมในองค์กรไหม เป็นแก้วกาแฟที่ไม่รู้รสชาติของกาแฟเลย มีวิทยากรดีๆก็ไม่ตั้งใจฟัง วิ่งเข้าๆออกๆฟังก็ไม่รู้เรื่อง เทปก็ไม่อัดไว้ ถึงอัดไว้ก็ไม่เปิดฟัง อยู่ท่ามกลางการเรียนการสอน แต่ตนเองไม่เรียนไม่สอน


3.นึกว่าตนเอง เป็นพระเจ้าในห้องเรียน หลงตนเอง นึกว่าตนเองเป็นพระเอก นางเอกของห้อง เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง


4.โรคคุณครูทำไว้ ......กว่าจะถึงองค์กร ก็สายเสียแล้ว ครูไม่สามารถสอนให้เด็กรู้จัก learn how to learn เพราะ ติดนิสัยคุณแม่ที่แสนดี ปกป้องเกินเหตุ(over protection) คือครูขยันค้นมาให้ สรุปมาให้ จนเด็กคิดเอง ค้นเองไม่เป็น ครูสร้างโจทย์แบบไม่มีในโลก โจทย์แบบบอกอะไรมาให้ทุกอย่าง ซึ่งในชีวิตจริงไม่มีใครให้ข้อมูลมากขนาดนั้น ครูไม่สอนให้เด็กสร้างโจทย์เอง ออกไปหาปัญหาแล้วกลับมาค้นคว้าแก้ปัญหา(แบบproblem solving) บัณฑิตที่ผ่านการเรียนการสอนผิดพลาดแบบนี้ ถ้าหลุดไปที่องค์กรใดที่ไม่มีระบบ LO &KM ที่ดีรองรับ ก็คงจะเสียเวลา เสียเงิน ได้พนักงานที่ไม่มีคุณภาพไปใช้งานครับ"

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Forward mail ในaccount บริษัท ไปยังmail account อื่น ที่เราต้องการ

ได้ข้อมูลที่ดีๆอันนี้มาจากพี่กิจ Capt. Worakit ขอบคุณมากครับ ลองไปทำกันดูนะ จะได้หมดปัญหาเรื่องไม่ได้รับข้อมูลจากบริษัทเสียที






ประชุม ATT INSTRUCTOR


ครูอิก B0734 และครูปุ๋ย BO-B734 นัดประชุมตามวาระเพื่อสรุปผลการเรียนการสอนATT รุ่นล่าสุดครับผม

บรรยากาศดี เต็มไปด้วยความเข้าใจ และมีการแสดงความคิดเห็นจากทุกคน
ชี้กันให้เห็นชัดๆ
เม้าท์ลูกศิษย์

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โมเดล KERIS รูปแบบใหม่แห่งการเรียนรู้แบบEDUNET


อ่านจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เจอบทความเกี่ยวกับการเรียนรู้โดยใช้ICTเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน และยังทำให้สนุกอีกต่างหาก เข้าทำนองที่ว่า ทั้ง PLAYและLEARN รวมกันเป็น"เพลิน"นั่นเอง

ถ้าบ้านเราได้อย่างนี้บ้างก็ดีนะครับ......................................


จะดีแค่ไหนหากความรู้มีอยู่ทุกที่และเกร็ดความรู้ดีๆ ก็ไม่ได้มีเฉพาะในโรงเรียน ไม่ต้องจินตนาการไปไหนไกล เพราะที่เมืองไทยก็เกิดขึ้นแล้วด้วยพลังแห่ง "ไอซีที"

ดูเหมือนว่า "กิมจิโมเดล" จะกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาประเทศไทยในหลายๆ มิติไปเสียแล้ว ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมคิดจะเลียนโมเดลส่งออกสินค้าวัฒนธรรมผ่านซีรีส์ที่สะท้อนความเป็นไทยแท้ๆ อย่างละคร "สี่แผ่นดิน" และ "นายขนมต้ม" ที่เตรียมโปรเจครีเมคใหม่เป้าหมายเพื่อการส่งออกให้โด่งดังไม่แพ้แดจังกึม จอมนางผู้ยึดครองหัวใจของคนไทยแทบทั้งประเทศ

ล่าสุดกับหน่วยงานเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยอย่าง สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ก็ได้มีความคิดที่จะนำเอาเทคโนโลยีด้านไอซีที มาผนวกสื่อการเรียนการสอนแก่เยาวชน โดยอิงโมเดลของ ‘KERIS’ (แคริสต์) สำนักงานบริการข้อมูลวิจัยภาคการศึกษาของเกาหลี องค์กรอิสระที่ปฏิรูปการศึกษาแดนกิมจิ ทำให้ความรู้ไม่อยู่แค่ในตำราอีกต่อไป โดยนำเอาไอซีทีมาเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตนเอง ผ่านอุปกรณ์ที่ทันสมัย ด้วยวิธีการเรียนการสอนที่ผ่อนคลาย และ ไม่ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าถูกบังคับให้เรียน

โลกเรียนรู้อยู่ในทุกที่

‘KERIS’ โมเดลต้นแบบซึ่งทีมงาน สสค. เดินทางไปดูงานถึงถิ่นเกาหลีนั้น โดดเด่นที่การนำเอาไอซีทีมาเพิ่มลูกเล่นในการเรียนการสอนได้อย่างน่าสนใจ นัยว่า ตัวเด็กเองสนุกไปกับการเรียนจนไม่รู้สึกว่าถูกบังคับให้ต้องเรียน โมเดลที่ KERIS ดำเนินการอยู่ มีสองเรื่อง หนึ่งคือ 'Edunet' กับแนวคิด "โลกเรียนรู้อยู่ในทุกที่" โดย Edunet เป็น web portal รวบรวมแหล่งข้อมูลความรู้ด้านการเรียนการสอน ก่อนกระจายความรู้ไปสู่ทุกคนผ่านทางเว็บไซต์ www.edunet4u.net ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาหาความรู้พร้อมกัน ได้ทุกที่ทุกเวลา

ปัจจุบันมีผู้เข้าไปใช้งานเว็บไซต์ Edunet ถึง 5.9 ล้านคน เป็นนักเรียนชั้นประถม 11 เปอร์เซ็นต์ นักเรียนมัธยมต้น 20 เปอร์เซ็นต์ นักเรียนมัธยมปลาย 20 เปอร์เซ็นต์ ครูและผู้ปกครอง 14 เปอร์เซ็นต์

บริการยอดนิยมของ Edunet คือ ระบบการเรียนรู้ออนไลน์จากที่บ้าน (Cyber Home Learning System) โดยครูผู้สอนทั้ง "ครูมืออาชีพ" อย่างคุณครูกว่า 6 หมื่นคนที่อาสาสมัครมาเตรียมบทเรียนและสอนออนไลน์ โดยมีรัฐบาลเพิ่มแรงจูงใจด้วยสวัสดิการพิเศษ เช่น ได้เลื่อนขั้น เพิ่มเงินเดือน หรือ เดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมี "ครูอาสาสมัคร" ได้แก่ ผู้ปกครองที่เข้ามาใช้งานในระบบจนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งจาก KERISให้ทำการสอนผ่านระบบออนไลน์ได้

นอกจาก KERISจะใช้ Edunet เป็นเหมือนที่ปรึกษาทางไกลที่จะคอยให้ความรู้แก่นักเรียนทุกคนแล้ว KERIS ยังทำให้การเรียนในห้องเรียนไม่น่าเบื่อด้วยการจำลองห้องเรียนแบบใหม่ที่รวมเอาระบบการเรียนการสอนกับระบบไอซีทีเข้าไว้ด้วยกัน เรียกว่า ‘ยูคลาส’ (U-class) นำผู้เรียนเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ผ่านตัวการ์ตูนที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอแอลซีดีหน้าห้องเรียนด้วยระบบ 3 มิติ

จอแอลซีดีที่เป็นเสมือนกระดานดำ เพิ่มความไฮเทคด้วยการเช็คชื่อผ่านบัตรสมาร์ทการ์ดที่เสียบเข้าไปในเครื่องอ่านที่ติดตั้งอยู่บนโต๊ะทุกตัว คือความตื่นตาที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้นและเกิดจินตนาการ

ที่ห้องเรียนของเด็กประถม 5 และ ประถม 6 โรงเรียนประถมยงฮี เด็กๆ จะเรียนผ่านคอมพิวเตอร์จอสัมผัสขนาดเล็ก (Tablet PC) ที่สามารถพิมพ์ข้อความด้วยแผงปุ่มกดหรือใช้ปากกาที่ติดมากับเครื่องจิ้มหน้าจอเพื่อเลือกเมนูต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย ขณะที่หน้าชั้นเรียนจะมีจอทีวีระบบสัมผัสขนาดใหญ่แสดงเนื้อหาที่ครูสอน ผ่านการซิงค์ข้อมูลกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเด็กๆ

ผลลัพธ์สำคัญของ KERIS ก็คือ นักเรียนทุกคนในประเทศเกาหลีใต้สามารถเข้าไปใช้ระบบการเรียนรู้ออนไลน์ได้จากที่บ้านได้ ถือเป็นการลดช่องว่างด้านการศึกษาระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กชานเมืองและลดภาระค่าเรียนพิเศษแก่ผู้ปกครอง



วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

BIOFUEL article from FC SINNOP T.

Boeing sees the US military’s ambitious biofuel target of 50% usage by 2016 as a positive for the aviation industry and not a threat. Addressing media at last month’s Farnborough Airshow in the UK, MD-Environmental Strategy Billy Glover told this newsletter that the US military is a valuable cornerstone partner.

Some have expressed concern that with a 50% target driven more by strategic goals than environmental ones, the supply of biofuel for commercial aviation would be constrained, with the industry not getting credit for its pioneering work in the field. While conceding that the US Air Force and US Navy biofuel targets are ambitious, Glover said the biofuel processing industry needs the military as “an anchor tenant” to lower the risk for producers. “The target is very aggressive but it sends a message that they are serious about biofuel. Producers [should] see this as a golden goose.”

The Navy's ambitious goals go well beyond fueling its aircraft through a partnership with the Dept. of Agriculture in an initiative to convert the naval fleet to biofuel, reducing dependence on foreign oil as well as greatly lowering reliance on fossil fuels for ground installations and transport.

Responding to a further question on the role of governments in regulating the biofuel industry, Glover said governments should and will get involved in distribution. “Eventually governments must get involved but we must get through the deployment phase of biofuels. We are working with the Chinese government to regulate the industry and they see it as a high priority,” he said. He explained that there will be different approaches around the world with lots of room for variation. On the “around the world” theme, he said Boeing is participating in a variety of regional biofuel projects across the globe with "very strong investment that gives us a lot of confidence."

He is not, however, bullish on the possibility that aviation biofuels will be in broad use by 2020, estimating that airlines will source only around 2% of their requirements from biofuels. He is far more upbeat about 2050, suggesting “a large amount" will be in use. There is, of course, a qualifying factor to investment; “As we emerge from the financial crisis, investment should increase,” he said.

Reflecting on the progress of biofuels, he added: “Five years ago, drop-in biofuel for aviation was impossible. Four years ago it was unlikely. Three years ago we thought maybe there's something here but now we've got through most of the technical barriers. We are really ahead of where anybody could have predicted."

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

home coming home โรงเรียนนายเรืออากาศ





มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมสถาบันเก่า โรงเรียนนายเรืออากาศ ดอนเมือง มีรูปมาฝากด้วยครับ




อาคารรณภากาศ สโมสรนักเรียนนายเรืออากาศหลังเก่า ตอนนี้ใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงทั่วไปด้วยครับ

บรรดาศิษย์เก่าครับ หัวหน้ากุ้ง กัปตันสุด และ กัปตันโบ




เติมเชื้อเพลิงใส่ท้องก่อนครับ ประกอบไปด้วย ปาท่องโก๋ ซาลาเปา อิ่มกันไปพักใหญ่





ออกสำรวจบริเวณรอบโรงเรียน เพราะไม่ได้เข้าไปโรงเรียนนานมากแล้วครับ รูปนี้เป็นอาคารสโมสรนักเรียนหลังใหม่ เพิ่งสร้างเสร็จ ตั้งอยู่ระหว่างอาคารนอน1 กับ อาคารรณนภากาศ


เครื่องบินลำเดิมที่บริเวณลานรวมพลหน้าโรงเรียน ศิษย์เก่าทั้งหลายจำได้มั๊ยเอ่ย เครื่องบินแบบอะไร ตอบได้ให้10บาทจ้า



รูปปั้นบุพการีกองทัพอากาศทั้งสามท่าน อยู่หน้ากองบัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ



อีกมุมนึงของอากาศรณนภากาศ ถ่ายจากด้านหน้าอนุสาวรีย์บุพการีกองทัพอากาศ เห็นเครื่องบินอยู่หน้าตึกรณภากาศ



ลานทดสอบกำลังกายกำลังใจ บริเวณข้างโรงยิมด้านหลังโรงเรียนครับ เห็นก็เหนื่อยแล้ว



สมัยก่อน เสียเหงื่อไปเยอะกับไอ้เจ้านี่แหละ เห็นแล้วก็คิดถึงเพื่อนๆครับ เคยเหนื่อยกันมา



อันนี้เป็นลานรวมพลหน้าอาคารนอน2 แต่ก่อนมันเป็นลานหินก้อนเล็กๆ เคยเอาหัวปักมาแล้วหลายที ยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้เลย ตอนนี้มันลาดปูนไปแล้วครับ

ลานรวมพลอีกครั้งครับ ช่วงกลางวันยังปลอดคนอยู่





ถนนสายกลางถ่ายจากทางเดินหน้าอาคารtank farm(โรงอาหารนักเรียน) เข้าไปหาอาคารนอน5 หลังเก่า ซึ่งตอนนี้กลายเป็นอาคารกองวิชาทหารไปแล้วจ้า ถนนสายกลางเนี่ย นักเรียนนายเรืออากาศจะรู้จักกันดีว่า เป็นทางเสืือผ่านเท่านั้น เดินได้เฉพาะชั้นปีที่5 ชั้นอื่นห้ามแหยม ไม่งั้นถูกลงโทษแหงมๆ ผมเคยถูกสั่งให้วิ่งผ่านเส้นนี้แหละ วิ่งเปิดหวอไปเลย พี่เค้าบอกให้วิ่งไปได้ ไม่งั้นถูกกักบริเวณแน่ๆ รอดไปได้คราวนั้น ไม่มีใครว่าอะไร จะสังเกตุเห็นว่า เค้าทาสีพื้นถนน ทำเหมือนรันเวย์เลย เก๋เชียว



อาคารกรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ สถานที่ทำงานของบรรดานายทหารปกครอง ถ้ำเสือตัวจริงเสียงจริง

เครื่องบิน หน้าอาคารนอน1ครับผม จำไม่ได้ว่าเครื่องแบบไหน แย่จังเลย ใครรู้บ้างบอกหน่อย



ภายในอาคารสโมสรนักเรียนครับผม กัปตันสุดมายืนเกะกะหน้ากล้อง ลบออกไม่ได้หง่ะ ตั้งใจจะถ่ายข้างหลังมากกว่า 555555





ครูจ๋อ ครูต๊ะ พี่ไมค์ ยืนโชว์หุ่นอันสะโอดสะอง หน้าป้ายเกียรติยศ รายชื่อหัวหน้านักเรียนนายเรืออากาศแต่ละรุ่น



ตามนั้นเลยครับ



รู้มั๊ย ชื่อใคร



BIG NAME


จบแล้วจ้า ดีใจมากๆเลยที่ได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนอีกครั้งครับผม

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ

โลคอสต์ใหม่ "ไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส"คาดเริ่มบินต้นปีหน้า ใช้วิธีจองตั๋วผ่านเน็ตลดต้นทุน


นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ(เอ็มโอยู) ในความร่วมมือการร่วมทุน กับสายการบินไทเกอร์ แอร์เวย์ส ร่วมกันจัดตั้งสายการบินไทยไทเกอร์ แอร์เวย์ส เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ จะทำการบินในเส้นทางภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มให้บริการในช่วงไตรมาส 1 ของปี 54 เนื่องจากการบินไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับสายการบินโลว์คอสถึง 32 % หลังจาก 7 ปีที่ผ่านมาการบินไทย มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจการบินในประเทศถึง 82% แต่ปัจจุบันทั้งการบินไทย และนกแอร์ มีส่วนแบ่งการตลาดเหลือเพียง 50 %

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า การร่วมทุนตั้งสายการบินไทย ไทเกอร์ แอร์เวยส์ จะใช้เงินลงทุนจัดตั้ง 100 ล้านบาท มีทุนจดทะเบีย 200ล้าน บาท การบินไทยถือหุ้น 49.8% และกลุ่มบริษัทในเครือของการบินไทยอีก 1.2% รวมเป็น 51% และไทเกอร์ แอร์เวย์ส โฮลดิ้ง คอมพานี ลิมิเต็ดอีก 49 % และการบินไทย ได้สิทธิที่นั่งในคณะกรรมการ 3 คน ส่วนไทเกอร์ แอร์เวย์ส มีที่นั่งในคณะกรรมการ 2 คน โดยผู้บริหารที่จะมาดูแล จะเป็นคนไทย และมีแผนจัดหาเครื่องบินใหม่ คือ เครื่องบินแอร์บัส เอ 320 จำนวน 5 ลำ ในปี 2554 และอีก 5 ลำ ในปี 2555 โดยกำหนดขายตั๋วโดยสารทางอินเทอร์เน็ตเป็นหลักที่ 92% เพื่อลดต้นทุน โดยแผนการดำเนินการทั้งหมดคาดว่า จะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน

"ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่า การตั้งสายการไทย ไทเกอร์แอร์เวย์ส จะมาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของนกแอร์ ที่การบินไทยมีหุ้นอยู่ 39 % นั้นเห็นว่าสายการบินนกแอร์ ไม่ถือเป็นสายการบินโลว์คอสเต็มตัวเพราะยังมีต้นทุนสูงในบางเส้นทางบิน หากเป็นโลว์คอส อย่างแท้จริง ต้องตัดต้นทุนที่ไม่จำเป็นทั้งหมด ตอนนี้เราจำเป็นต้องต้องแข่งขันเพื่อความอยู่รอด เพราะตลาดโลว์คอสมีอัตราการเติบโตสุงที่สุดในขณะนี้ ถ้าไม่ทำอะไร ในอนาคตก็คงมีคนมาด่านผมที่หลังว่าทำไมไม่ทำอะไร มาคิดทำตอนนี้ผมว่ายังคิดช้าเกินไป เพราะตลาดโลว์คอสยังมีโอกาสโตอย่างต่อเนื่อง ผมคงไม่โง่พอที่จะมาคิดแย่งส่วนแบ่งของนกแอร์ที่มีน้อยอยู่แล้วแต่ตลาดอื่นที่ยังมีส่วนแบ่งอยู่ถึง 50 % คือเป้าหมายที่เราต้องการ การบินไทยไม่มีทางฆ่านกแอร์แน่นอน และผมก็ไม่มีปัญหากับผู้บริหารนกแอร์ เราคุยและเข้าใจกันตลอด ”

นายโทนี เดวิส ประธานกรรมการบริหาร สายการบินไทเกอร์ แอร์เวย์ส กล่าวว่า สายการบินต้นทุนต่ำแห่งใหม่ จะเน้นตลาดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทาง และยังทำการบินครอบคลุมไปยังเอเชียตอนเหนือ และอินเดีย โดยจะเน้นการแข่งขันและแบ่งสัดส่วนการตลาดกับสายการบินต้นทุนต่ำอื่นๆ เช่น สายการบินแอร์เอเชีย โดยจะใช้โมเดลการคิดอัตราค่าโดยสารเช่นเดียวกับการคิดค่าโดยสารของไทเกอร์แอร์เวยส์ที่ออสเตรเลีย เฉลี่ยค่าโดยสารประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อที่นั่ง หรือประมาณ 1,700 บาทต่อที่นั่ง แต่ครั้งนี้ราคาค่าโดยสารของสายการบินไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่จะเป็นการใช้ค่าโดยสารในอัตราเดียวกันทั้งลำ

ด้านนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า การบินไทยได้หารือกันแล้วถึงการแบ่งกลุ่มพื้นที่การบินเป้าหมาย เพื่อเปิดทางทำแผนการลงทุนของบริษัทไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เป็นโลว์คอสต์แอร์ไลน์บริการบินระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกับมอบหมายให้นกแอร์พัฒนาความแข็งแกร่งตลาดในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะไม่มีผลกระทบกับนกแอร์ และยังส่งผลดี เพราะสามารถใช้เครือข่าย โอนผู้โดยสารต่างประเทศมาใช้บริการในประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วย

ข่าวจากประชาชาติธุรกิจ เกี่ยวกับ ไทยไทเกอร์ แอร์เวย์

เปิดแผนบินไทยร่วมทุน"ไทเกอร์ แอร์"สิงคโปร์ ทำโลว์คอสต์ชน Air asia

"บินไทย" ทุ่มเกือบ100ล้าน ตั้งบริษัทร่วมทุนร่วมไทเกอร์ แอร์เวย์ส"ทำสายการบินต้นทุนต่ำ ลุยเปิดตลาดทั่วอาเซียน-เอเชีย ตุลาคมนี้ ใช้เทคนิคเข้าถือหุ้นใหญ่เกิน 51% ตั้งเป้าชนยักษ์ใหญ่แอร์เอเชีย ด้านซีอีโอแอร์เอเชียบอกยินดีต้องรับน้องใหม่ บอกอนาคตสู้กันสนุก

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 นายนิรุจน์ มณีพันธ์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายกฎหมายและกำกับกิจกรรมองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ที่ ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 มีมติอนุมัติในหลักการเพื่อลงทุนในบริษัทร่วมทุนกับ Tiger Airways Holdings Limited เพื่อประกอบการขนส่งในรูปแบบสายการบินต้นทุนต่ำ (Ultra-Low-Cost, Low-fare Airline) ทุนจดทะเบียน 200ล้านบาท โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นร้อยละ 49.8 และTiger Airways Holdings Limited ร้อยละ 49.0 คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 99.6 ล้านบาท

สำหรับวัตถุประสงค์การเข้าร่วมทุน
1. สร้างโอกาสทางธุรกิจและรองรับการเปิดเสรีทางการบิน
2. สร้าง Brand เพิ่ม เพื่อปกป้องและขยายส่วนแบ่งการตลาดในแต่ละกลุ่มลูกค้า
3. แสวงหาโอกาสในการเพิ่มรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ทั้งนี้ที่ประชุมได้อนุมัติให้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ลงนามใน MOU ระหว่างบริษัทฯ กับ Tiger Airways Holdings Limited เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Tiger AirwaysHoldings Limited ต่อไป

แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (DD) และฝ่ายบริหาร ได้เสนอแผนการลงทุนสายการบินต้นทุนต่ำแห่งชาติ (national low cost airline) เปิดดำเนินการ ไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ขึ้นในเมืองไทย หากบอร์ดเห็นชอบหลักการ วันที่ 2 สิงหาคม 2553 ฝ่ายบริหารการบินไทยเตรียมจะลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจเบื้องต้น (MOU) กับกลุ่มไทเกอร์ แอร์เวย์ส โฮลดิ้ง ธุรกิจในเครือเทมาเส็ก ซึ่งปัจจุบันไทเกอร์ฯจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และจะเริ่มเปิดบินตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป

การบินไทยวางโครงสร้างจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เกิน 51% ด้วยการใช้วิธีทางเทคนิคเพื่อป้องกันผิดพระราชบัญญัติร่วมทุนรัฐวิสาหกิจ นั่นคือการบินไทยจะถือหุ้น 49.5% ใช้เงินลงทุนขั้นแรก 100 ล้านบาท และใช้กองทุนสวัสดิการพนักงานการบินไทยเข้าไปถือหุ้นอีกประมาณ 1.5 ส่วนที่เหลืออีก 49% เป็นของสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส และไรอันแอร์ ขั้นตอนแรกเสนอให้มีกรรมการบริหาร ไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เพียง 5 คนเท่านั้น เป็นตัวแทนจากการบินไทย 3 คน และจากไทเกอร์ฯ โฮลดิ้ง อีก 2 คน

ปัจจัยหลักที่ผู้บริหารการบินไทยเคยนำเสนออย่างไม่เป็นทางการในที่ประชุมบอร์ดเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2553 คือ ตั้งเป้าเข้าไปชิงส่วนแบ่งผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวนมหาศาลในภูมิอาเซียน และเอเชีย-แปซิฟิก แข่งขันกับเจ้าตลาดอย่างกลุ่มแอร์เอเชีย ซึ่งขณะนี้เปิดเครือข่ายสายการบินโลว์คอสต์ครอบคลุมถึง 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย (สำนักงานใหญ่) ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

"ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การบินไทยได้ทำการศึกษาแผนธุรกิจการเปิดสายการบินต้นทุนต่ำแห่งชาติมาบ้างแล้ว โดยให้นายกวีพันธ์ เรืองผกา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบัญชีและการเงิน ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาการลงทุนพัฒนาธุรกิจของการบินไทย เดินหน้าศึกษาการเปิดไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนี้ จากนั้นก็เริ่มดำเนินกิจการทันที เนื่องจากไทเกอร์ แอร์เวย์ส สิงคโปร์ มีฝูงบินพร้อมใช้ประจำอยู่เรียบร้อยแล้วจำนวน 10 ลำ" แหล่งข่าวกล่าว

ส่วนนกแอร์ซึ่งเป็นสายการบินลูกที่การบินไทยถือหุ้นใหญ่ 39.5% จะวางตำแหน่งให้พัฒนาเส้นทางบินเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น เนื่องจากยังไม่พร้อมจะขยายเที่ยวบินไปต่างประเทศ อีกทั้งเคยเปิดบินมาแล้วในอดีต เส้นทางกรุงเทพฯ-เดลี แต่ล้มเหลว การดำเนินงานขาดทุนมโหฬาร

ด้านนายพาที สารสิน ซีอีโอนกแอร์ กล่าวว่า การบินไทยได้หารือกันแล้วถึงการแบ่งกลุ่มพื้นที่การบินเป้าหมาย เพื่อเปิดทางทำแผนการลงทุนไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เป็นโลว์คอสต์แอร์ไลน์บริการบินระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย พร้อมกับมอบหมายให้นกแอร์พัฒนาความแข็งแกร่งตลาดในประเทศเป็นหลัก

ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ในการประชุมบอร์ดนกแอร์จะเสนอพิจารณาแผนเช่าฝูงบินอนาคต จากบริษัท จี แคช จำกัด เพิ่มเครื่องบินใหม่ทดแทนเครื่องรุ่นเก่า กำหนดทยอยนำมาปลายปีนี้เรื่อยไปจนถึงสิ้นปี 2555 จำนวน 12 ลำ แยกเป็น โบอิ้ง B737-800 รวม 8 ลำ ขนาดบรรทุกลำละ 189 ที่นั่ง (เข้ามาแทนโบอิ้ง B737-400) และ ATR อีก 4 ลำ ขนาดบรรทุกลำละ 70 ที่นั่ง วางกลยุทธ์นำมาบินในจังหวัดเล็ก ๆ จากกรุงเทพฯ ปลายทางแพร่ น่าน ร้อยเอ็ด ชุมพร

ส่วนผลการดำเนินงานของนกแอร์ ตลอดครึ่งปีแรกระหว่างมกราคม-มิถุนายนปีนี้ สามารถทำกำไรสุทธิเกิน 400 ล้านบาท โดยเฉพาะช่วงนอกฤดูเดินทาง (low season) มิถุนายน มีกำไรสุทธิ 27 ล้านบาท กรกฎาคมมีกำไรสุทธิ 50 ล้านบาท และยอดผู้โดยสารจองซื้อตั๋วล่วงหน้าตลอดสิงหาคมนี้เกิน 30% สะท้อนภาพธุรกิจการบินในประเทศกำลังดีวันดีคืน
"การเปิดไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส ไม่มีผลกระทบกับนกแอร์ แถมยังจะส่งผลดี เพราะสามารถใช้เครือข่ายถ่ายโอนผู้โดยสารต่างประเทศมาใช้บริการในประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วย" นายพาทีกล่าว


นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ซีอีโอไทย แอร์เอเชีย โลว์คอสต์กลุ่มแอร์เอเชีย กล่าวว่า ได้ยินนักลงทุนในสิงคโปร์คุยกันมาตลอด 3 เดือน กรณีการบินไทยจะผนึกแบรนด์โลว์คอสต์แอร์ไลน์กับไทเกอร์ แอร์เวย์ส สิงคโปร์ ในฐานะผู้นำการขายตั๋วโดยสารราคาประหยัดเส้นทางบินระหว่างประเทศแถบอาเซียน เอเชีย จีนตอนใต้+อินโดจีน ยินดีต้อนรับน้องใหม่ ไทย ไทเกอร์ แอร์เวย์ส เข้าสู่สนามแข่ง เพราะจากการศึกษาตลาดบริเวณนี้มีประชากรรวมกันมากถึง 680 ล้านคน และอนาคตอันใกล้คงต้องได้สู้กันสนุก โดยขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีกลยุทธ์ทำการตลาดได้เหนือชั้นกว่ากัน


เพราะปัจจุบันในรัศมีการบิน 400 กิโลเมตร กลุ่มแอร์เอเชียเป็นเจ้าตลาดโลว์คอสต์ มีฝูงบินขนาดใหญ่กว่า 100 ลำ ทยอยสั่งเครื่องป้ายแดงเข้ามาเสริมทัพช่วง 5 ปีข้างหน้าอีกเกือบ 200 ลำ เฉพาะไทย แอร์เอเชีย (ประเทศไทย) ปี 2553 มีผู้ใช้บริการกว่า 6.2 ล้านคน จากต่างประเทศ 3 ล้านคน ไทย 3.2 ล้านคน ทำรายได้ปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป และเป็นสายการบินที่ลุยทำการบินระหว่างประเทศมาตั้งแต่วันแรกที่เปิดดำเนินการ


"ถ้าวันนี้ผมเป็นผู้นำการบินไทย คงจะไม่มาเสียเวลาลงทุนเปิดโลว์คอสต์เพื่อลงมาแย่งเค้กรายได้หลักหมื่นล้านบาท ถึงขนาดตลาดจะใหญ่แต่ส่วนต่างกำไรจากการขายตั๋วและการบริหารจัดการต้องใช้ความเป็นมืออาชีพ ผมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดการบินไทยไม่คิดการใหญ่พัฒนาแบรนด์ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่รู้จักทั่วโลกเพื่อแข่งขันกับสายการบินแห่งชาติอย่างสิงคโปร์ แอร์ไลน์ส และเอมิเรตส์ ซึ่งมาทีหลังแต่ดังกว่า แถมยังครองตลาดการบินมูลค่าหลายแสนล้านบาทเพิ่มมากขึ้นทุกปี"


นอกจากนี้ นายทัศพลยังกล่าวด้วยว่า เท่าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของไทเกอร์ แอร์เวย์ส สิงคโปร์ ขณะนี้มีฝูงบินอยู่ 10 ลำ จอดอยู่สิงคโปร์ 6 ลำ และออสเตรเลีย 4 ลำ ตลอดระยะเวลาเกือบปีได้พยายามเล็งหาประเทศที่จะขยายสายการบิน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เข้ามาเลเซีย อินโดนีเซีย ไม่ได้ ตอนนี้ก็เหลือแต่ไทยเพียงแห่งเดียว


"หากเปรียบเทียบแบรนด์โลว์คอสต์ ระหว่างไทเกอร์ แอร์เวย์ส แม้จะเริ่มต้นบินระหว่างประเทศ เพราะสิงคโปร์เป็นเกาะไม่มีเส้นทางในประเทศ แต่แบรนด์ในเวทีอินเตอร์ก็ยังไม่แรงเท่ากับกลุ่มแอร์เอเชีย ฉะนั้นจึงไม่เคยหวั่นว่าจะพ่ายแพ้ ถ้าการบินไทยเป็นผู้ลงทุนเองในเมืองไทย" นายทัศพลกล่าว

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

KM DAY คืออะไร

"เฮ้ยเหม กูบินไปสมุยวันนั้น เจอเมฆขวางไฟนอล17เลยว่ะ กูเลยขอเวคเตอร์ไปทางรันเวย์35 โล่งเลยหว่ะ นี่ดีนะที่ลองสอบถามหอก่อน ไม่งั้นไดเวอร์ตไปแล้ว น้ำมันก็ปริ่มๆซะด้วยสิ"
"พี่ครับ วันนั้นผมบินไปสุราษฎร์ ไฟนอลรันเวย์22นกบินว่อนเลยครับ ทางสุราษฎร์บอกว่า มันมาเป็นประจำในช่วงนี้ของปี ผมเลยแจ้งทางtower สุราษฎร์ให้เค้าไล่นกให้ก่อน TAKEOFF ไม่งั้นคงแย่แน่เลย"
"ครูเคยเจอปัญหาเรื่อง flap asymmetry แต่โชคดีที่ว่าวันนั้นเปิดดูcomplaintsเก่าๆในlog มันมีเรื่องนี้บ่อยๆ ก็เลยศึกษาหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน เปิดmalfunction checklist เอาไว้ก่อนเลย ปรากฏว่า มันเกิดจริงๆ ก็เลยทำchecklistได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงตรวจสอบล่วงหน้าแล้วว่า รันเวย์ยาวพอแน่ๆ ก็เลยlandingลงไปอย่างง่ายๆ ไม่งั้นคงต้องgo around เสียเวลาเสียน้ำมันเปล่าๆ"


คำพูดเหล่านี้เป็นของนักบิน734ซึ่งเดี๋ยวนี้ย้ายไปอยู่ฟลีทอื่นบ้าง เกษียณบ้าง รวมถึงความรู้ที่อยู่กับนักบินเหล่านี้ก็หายสาบสูญไป อาจจะหลงเหลืออยู่กับคนไม่กี่คน เป็นที่น่าเสียดายที่ความรู้เหล่านี้มิได้ถูกเก็บรวบรวมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและทำตาม เพราะเราถือคติที่ว่า เดินตามผู้ใหญ่หมาคงไม่กัด ดังนั้นจึงเกิดเป็นโครงการ KM DAY ขึ้น ซึ่ง KM มาจากคำว่า KNOWLEDGE MANAGEMENT หรือ การจัดการองค์ความรู้ เราแบ่งประเภทของความรู้เป็นสองประเภท ได้แก่
1. EXPLICIT KNOWLEDGE หรือความรู้ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นความรู้ที่อยู่ในตำรา อันได้มาจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ผ่านกระบวนการพิสูจน์ ผ่านการวิจัย (intellectual)
2.TACIT KNOWLEDGE เป็นความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน อาจจะเรียกได้ว่าเป็น เคล็ดวิชา หรือ ภูมิปัญญาก็ได้ เป็นสิ่งที่ได้มาจากการใช้วิจารณญาณ ปฏิภาณไหวพริบ(intelligence) เป็นเทคนิคเฉพาะตัวของผู้ปฏิบัติแต่ละท่าน

สำหรับ EXPLICIT KNOWLEDGEพวกเราคงจะคุ้นเคยและได้สัมผัสกับมันมาบ้างแล้ว จากการที่ได้อ่านตำรับตำรา จากการฝึกบินกับครู หรือเมื่อฝึกบินในSIMULATOR เมื่อต้องทำ PFT หรือ LOFT แต่ความรู้แบบ TACIT KNOWLEDGE เป็นสิ่งที่เราได้มาจากการประสบพบด้วยตัวเอง หรือได้รับการถ่ายทอดมาอีกทีจากครูบาอาจารย์หรือนักบินท่านอื่น และได้ทดลองทำแล้วจนเกิดความมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริงและ WORK อีกด้วย

ดังนั้นในการทำworkshop KM DAY ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 และ 18 กรกฎาคมนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมworkshop ได้มีโอกาสในการร่วมกัน share ประสบการณ์และความรู้ที่มีอยู่ในตัวของเรา(แบบ TACIT KNOWLEDGE)ให้ผู้อื่นได้รับทราบ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า STORYTELLING หรือการเล่าสู่กันฟังนั่นเอง โดยที่ผู้เข้าร่วมworkshopท่านอื่นจะตั้งใจฟังท่านอย่างจริงจัง โดยฟังอย่างสุภาพ ไม่ตัดสินว่าความคิดหรือขุมความรู้ของท่านถูกหรือผิด ในขณะเดียวกัน ก็จะมีทีมงานของ KM ที่จะขออนุญาตบันทึกขุมความรู้ของท่านไว้ เพื่อจัดทำเป็น KNOWLEDGE ASSETแบบยั่งยืนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ให้สมาชิกท่านอื่นในสังคมของเรา ได้ร่วม share ประสบการณ์หรือความรู้แบบ TACIT นี้ด้วย ซึ่งเราสามารถทำได้ในรูปแบบของจดหมายเวียน (email loop) หรือ WEBBLOG หรือ BLOG ที่เรารู้จักกันดีแล้ว รูปแบบ BLOG จะก่อให้เกิดการครบวงจรในการทำ KM ซึ่งต้องประกอบไปด้วย

1.KNOWLEDGE VISION (KV)หรือการกำหนดวิสัยทัศน์ของการทำ KM ให้ตรงกับวิสัยทัศน์ขององค์กร
2.KNOWLEDGE SHARING(KS) หรือการแบ่งปันความรู้ฝังลึกของแต่ละบุคคล(จะเป็นแบบ EXPLICIT หรือ TACIT ก็ได้ แต่จะเน้นแบบ TACIT เป็นหลัก อัตราส่วนอยู่ที่ 80:20) โดยใช้การสื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ได้โดยการเขียน BLOG ที่ทางทีมงาน KM จัดให้ เราสามารถUPDATE ข้อมุลของเราได้ตลอด อีกทั้งยังสามารถเข้ามาดูได้ตลอด24ชั่วโมง
3.KNOWLEDGE ASSET(KA) หรือการเก็บรวบรวมขุมปัญญาที่ได้รับมาจากแต่ละท่านที่ร่วมshare ใน BLOGและที่ได้จากการทำworkshop แล้วสกัดออกมาเป็นแก่นความรู้ (CORE COMPETENCY) และจัดเก็บรวบรวมเอาไว้เป็นสมบัติส่วนรวมขององค์กร เพื่อง่ายในการค้นหาได้ตลอด24ชั่วโมงและนำไปใช้งานตามที่แต่ละคนในองคกรต้องการเรียนรู้จากเรื่องเหล่านั้น โดยมีการระบุชื่อหรือกลุ่มที่เป็นผู้ผลิตขุมปัญญาเหล่านั้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้ค้นพบหรือคิดค้นขึ้นมา

รูปแบบ KM WORKSHOP ที่เราจะร่วมกันทำ จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการที่จะนำพาองค์กรของเราเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงให้เป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือ LEARNING ORGANIZATION ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน และตรงตามวิสัยทัศน์และภารกิจขององค์กรที่เราหวังและตั้งใจเอาไว้ครับ
โอกาสหน้าจะมาว่ากันเรื่อง LEARNING ORGANIZATION นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คำถามคาใจ ภาคสอง

ขอตอบตามความรู้และประสบการณ์นะครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


1.การ Arm VOR/LOC ต้องรอให้ HDG น้อยกว่า 90องศา กับ CRS ก่อนหรือเปล่าครับ
answer: ในตำรามิได้ห้ามเอาไว้ เพราะมันคือการarm ยังไงซะมันก็ไม่capture หรอก แต่เราควรทราบว่า ถ้ามุม intercept มากกว่า 90 องศาจาก final course มันจะไม่เห็น GLIDESLOPE SIGNAL ที่สำคัญ เราต้องเข้าใจถึงแก่น ไม่ใช่กระพี้ เราควรจะตั้งคำถามว่า เรากลัวอะไรหล่ะ ถ้าเรากลัวครูจะว่า พี่ว่าผิดแล้ว เราควรจะทราบว่า สัญญาณจากVOR หรือ LOC ย่อมมีความไม่แน่นอนสูงเมื่อยังอยู่ภายนอก ILS coverage ดังนั้นเมื่อเราได้รับ clearance for ILS หรือ cleared for VOR approach แล้ว เราควรจะทำดังนี้
1.check course
2.check correct frequency was set
3. identify morse code(accuracy)
เมื่อ เครื่องบินอยู่ห่างจาก final courseประมาณ 1%ของ groundspeed(ดูจากMAP) ก็ควรจะเลี้ยวทำมุม 30 degree จาก final course เพื่อเครื่องบินจะได้ smooth capture final course โดยไม่เกิดการ overshoot ถ้าเราทำการapproach โดยใช้ LNAV เข้ามา จะต้องmonitor ว่า เครื่องบินเข้าไปหา LOC หรือ VOR signal หรือไม่ เป็นไปได้ในบางครั้งที่ LNAV จะพาเครื่องบินเข้าด้านในของfinal course ผลก็คือ ไม่capture ซักที ถ้าเป็น caseนี้ เราจำเป็นต้องใช้ HDG SEL เลี้ยวเข้าไปหา VOR or LOC signalแล้วจึงค่อย arm approach อีกครั้ง แต่ถ้ามุมที่เราใช้ LNAV ตัดกับ final course บางทีมันเป็นมุมที่มากเกินไป หรืออาจเกือบตั้งฉาก ถ้าเราปล่อยให้LNAV พาเราเข้าไปหา final courseก็อาจจะเกิดอาการทะลุ final couse ออกไปอีกข้าง หรือที่เราเรียกว่าตุงนั่นเอง ดังนั้นทางที่ดี เราควรจะใช้ HDG SEL เพื่อลดมุม intercept ลงไปเหลือ 30 degreeอย่างนี้เครื่องบินก็จะไม่ overshoot หรือ undershoot แน่นอน
ปัญหาเรื่อง arm มุมเท่าไหร่ หรือarm ที่ระยะเท่าไรจากสนาม พี่ว่าอันนี้มันไม่สำคัญเท่ากับว่า เรารู้หรือไม่ว่า หากเกิด VOR captured หรือ LOC captured แล้ว มันเป็น true หรือfalse captured อันนี้สิสำคัญกว่า คงไม่ต้องบอกวิธีการหรอกนะว่าจะ check อย่างไร

2.การ set ALT sector ถ้าหอ clear ไปต่ำกว่า sector ควรจะ set ไปเลยหรือ ว่า set ที่ sector ALT ก่อน
answer: ครูบางท่านถือคติ safeside philosophy เราก็ต้องเคารพความเห็นของท่าน แต่สำหรับพี่ พี่คิดว่าเราควรทราบว่า เราอยู่ภายใต้ radar vectored หรือ radar identified หรือไม่ ถ้าใช่ แล้ว ATC เป็นผู้ที่ให้clearance กับเราเอง ดังนั้นไม่เห็นความจำเป็นอันใด ที่เราจะต้องset ALT sector แล้วสักพักคุณก็ต้อง set เป็นความสูงตามที่ ATC สั่งมาอยู่ดีนั่นแหละ ยกเว้นว่าคุณไม่อยากจะdescend ต่อด้วยเหตุใดๆก็ตาม อย่างเช่น ถ้าบังเอิญ TRANSPONDER ของเราเสีย หรือNAVAIDS บนเครื่องเสีย หรือ FMC เสียหมด หรือradar ไม่ identified แถมสภาพอากาศยังเป็นแบบ IMC เสียอีก ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในตำแหน่ง ของเครื่องบิน(position awareness) อย่างนี้ถ้าจะ set แบบ safeside คือ set ALT sector ก่อน อันนี้แหละควรทำ

3.ครูให้ Set VHF NAV เป็น Autotune ทำตั้งแต่ที่ bay
answer:ใน FOM แนะนำให้เราset เป็น manual tuned ระหว่าง takeoff เหตุผลคือ ป้องกันนักบินสับสนว่า ในกรณีที่เราไม่ได้ใช้ LNAV ในการวิ่งขึ้น แต่เราจำเป็นต้องtrack VOR course outbound ออกไป หรือจำเป็นต้องใช้ VOR ในการเช็ค departure track เราจะได้ไม่หลงไปตาม autotuned ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันจะ tune สถานีไหน ดังนั้น safeside ก็ใช้ manual tune นี่แหละ อีกอย่างหนึ่ง autotune จะไม่ทำงานเมื่ออยู่on ground จนกว่า จะ airborne จึงไม่เห็นประโยชน์อันใดเลยที่จะต้องรีบarm autotune ตั้งแต่อยู่ที่ bay ที่สำคํญอีกอย่างก็คือ ถ้าเราคิดว่าเราจะใช้ LNAV เมื่อผ่าน 400'RH ถ้าเราset เป็น AUTOTUNE ก่อนวิ่งขึ้น เมื่อเราselect LNAV ปุ๊บ มันอาจจะ เกิดการเลี้ยวที่รุนแรงที่ระยะสูงต่ำๆเพื่อแก้ไขเครื่อง บินเข้าไปหาtrack ที่จะถูกคำนวณโดย AUTOTUNED stations คงไม่สนุกเท่าไหร่นะครับ

4.ครูให้กด direct waypoint นั้นๆ execute แล้ว กด LNAV เลย ขณะอยู่ mode HDG SEL ครูบอกว่า autopilot มัน lead/lag ให้เอง
answer: เป็นตามนั้นครับ และถ้าต้องการความรวดเร็ว วิธีดังกล่าวก็ดีที่สุดครับ เพราะใช้ขั้นตอนในการปฏิบัติน้อยกว่าแบบที่สอง ซึ่งต้องทำถึง4ขั้นตอนคือ 1.หมุน heading ไปคร่าวๆ ตรงนี้แหละที่จะเสียเวลาเพราะต้องไปดูว่ามันควรจะเลี้ยวไป heading เท่าไหร่ 2.ทำ FMC direct to that waypoint and execute 3. fine tune heading อีก 4. select LNAV ถ้าเราอยากmodify FMC เอง เมื่ออยู่ความสูงต่ำกว่า 10000ft เราจะสามารถทำได้เองเฉพาะที่เป็น short command ดังนั้นใช้วิธีที่ขั้นตอนน้อยที่สุดน่าจะดีที่สุดนะ

5.การ briefing limit clearance สรุปว่า ให้ brief last clearance ที่ control ให้ หรือที่่เราขอ clearance บางคนบอก last clearance ที่ได้
answer:ถ้า เรายังไม่ได้clearance for approach หรือ clearance for STAR ก็brief clearance limit ตาม FLIGHTPLAN (อาจจะเป็นที่สนามบิน หรือที่ MAIN VOR ของสนาม)แต่ถ้าได้รับ clearance for approach หรือcleared for STAR เราก็brief clearance limit ตาม last clearance แต่โดยทั่วไป เราจะbrief last clearance ก็ต่อเมื่อยังไม่ได้ clearance จาก ATC ในการทำapproach สนามบิน outbound ใน domestic ส่วนใหญ่ เราควรจะbrief ว่า "clearance limit at ___ VOR" ส่วนที่VTBS ถ้าเราได้รับ clearance direct to IAWP(DAREN,NAUTY,SILVA,DANNY,etc) แต่ยังไม่cleared for STAR เราก็ brief ว่า "clearance limit at DAREN"อย่างนี้เป็นต้น เพราะที่ VTBS ระบุอยู่ใน chart อยู่แล้วว่า ทุกกรณีถ้าได้direct to IAWP ดังกล่าว แต่ยังไม่cleared for STAR กำหนดให้clearance limit อยู่ที่ IAWP แต่ทั้งหมดที่พูดมานี่ไม่สำคัญเท่ากับว่า เรา brief clearance limit ไปแล้ว แต่พอบินเข้าไปจริงๆแล้วATC ยังไม่cleared for STAR หรือapproach แล้วคุณจะทำอย่างไร อันนี้สิสำคัญกว่า แล้วพอจะทราบมั๊ยครับว่าต้องทำ อย่างไร

6.ขณะทำ approach นั้น หอ clear ILS แล้ว และ เราอยู่ใน cone of signal แล้ว ทำไมไม่ให้ arm app ครูบอกว่า ควรarm ประมาณ 12DME เพราะ signal จะได้ไม่แกว่ง
answer:กี่ไมล์มันก็แกว่งได้ครับ สัญญาณ LOC อยู่ปลายสนามบิน สัญญาณ GLIDESLOPE ส่วนใหญ่ส่งมาจากสถานีบริเวณ ใกล้ๆกับ PAPI ถ้า ATC ไม่ strict กับการป้องกันไม่ให้เครื่องบินหรือ พาหนะอื่นๆวิ่งผ่าน ILS CRITICAL AREA และ ILS SENSITIVITY AREA รวมไปถึง ข้อขัดข้องทางเทคนิคอีกหลายอย่างของตัว ILS เอง ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้สัญญาณแกว่งได้ ก็อย่างที่บอก อันนี้เกิดจากประสบการณ์ของครูแต่ละท่าน ที่จะถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ครับ เราก็ควรเคารพในความคิดเห็นของท่าน และก็เช่นกัน อย่างที่บอกอีกนั่นแหละ มันก็แค่ arm มันยังไม่ captured แต่ถ้ามันcapture ไปแล้ว แล้วมันแกว่ง หรือถ้ามันเป็น false captured คุณจะทำยังไงหล่ะ อันนี้สิสำคัญกว่า

7.ตอน takeoff ต้องอยู่บน centerline เลย หรือว่า เกือบๆ centerline ครูบอกเพราะเราจะไปเหยียบไฟแล้วเครื่องมันจะสั่น บางคนก็ต้องเป๊ะๆ บางคนก็ให้หลบนิดนึง
answer: ใช้ DO policy มาจับเลย หลุดออกไปจาก centerline บ้าง ในกรณีสภาพอากาศปกติ ไม่มี strong crosswind หรือ สภาพรันเวย์ไม่ลื่นไถล การที่เราทำtakeoff roll หลุดออกจาก runway centerline ไปบ้าง(ไม่มาก) ปลอดภัยแน่นอน มันก็ช่วยทำให้เกิด passenger comfortไงครับ ตามที่ครูเค้าบอกนั่นแหละ เครื่องบินเราวิ่งขึ้นจากสุวรรณภูมิ โดยใช้ความกว้างแค่ครึ่งรันเวย์ ล้อเมนยังอยู่ในรันเวย์เลยครับ ดังนั้นง่ายที่สุด ทำตามที่ครูของท่านแนะนำ อันนี้มันขึ้นอยู่กับ safety factor ของครูแต่ละท่านครับ

8.เวลา approach เราควรอยู่ต่ำกว่า path สัก 3-500 ft หรือเปล่าครับ จะได้ เซฟๆ ไม่ค้ำ
answer: ถ้า คุณทำ profile check โดยตลอดในระหว่างการทำapproach คุณจะไม่ถามคำถามนี้เลยครับ ทราบใช่มั๊ยครับ flight level *3 บวกด้วย bleedoff speed แล้วอีกอย่างนึง ที่คุณว่าต่ำกว่า path สัก 3-500ft คุณดูจาก FMC deviation path ใช่มั๊ย ปัญหาก็คือ คุณ modify ให้มันถูกต้องหรือปล่าว ถ้าคุณไม่ได้ทำ หรือไม่ได้ร้องขอให้ PNFทำให้ ไอ้FMC ที่คุณเคยไว้ใจมันเนี่ย มันจะกลายเป็นเพื่อนทรยศไปในทันที ดังนั้น ความเห็นของผมก็คือ อย่าไว้ใจอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องหัดcrosscheck ด้วยวิธีการอื่น เชื่อผม คุณจะพัฒนาการบินของคุณได้เร็วมาก

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว อยากให้ช่วยกันเสริมด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรผิดหรือตอบไม่ครบ